วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

มาแล้วก็ไป


สักวา 3 บทต่อไปนี้ ตั้งใจเขียนลงตีพิมพ์ใน วารสาร ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู (ที่ตั้งวัตถุประสงค์เพื่อสื่อสารทุกเรื่องราวระหว่างเจ้าหน้าที่ในคนสาธารณสุขหนองบัวลำภู)
แต่น่าเสียดายที่รอแล้วรอเล่า ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ (ด้วยผู้เขียนไม่เชื่อ ทฤษฎีเกียร์ว่าง ของ เสี่ยตุ้ก นั่นเอง)
จึงนำมาบันทึกไว้ ณ ที่นี้ เพื่อยืนยันความตั้งใจ
บทแรก ตั้งใจให้เป็น บทสุดท้าย ก่อนลาจาก 
มีคนหนองบัวจำนวนไม่น้อย ตัดพ้อถึงระบบราชการที่ไม่สนใจใยดีจังหวัดหนองบัวลำภู เปลี่ยนแปลงผู้บริหารในระดับจังหวัดเป็นว่าเล่น ระยะเวลาเพียง 16 ปี เศษ มีผู้ว่าราชการจังหวัดแล้ว 13 คน มีนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด 7 คน 9 สมัย หลายท่านปรารภกับผู้เขียนว่า แล้วอย่างนี้จะแก้ปัญหาประชาชนจังหวัดหนองบัวลำภูอย่างไร ความจริงผู้เขียนยืนยันแนวทางที่ได้เสนอมาตั้งแต่มาอยู่ คือ PRISS+C (ดู PRISS และ ใจเย็นไว้โยม) แต่ถ้าไม่มีกระบวนการที่เกิดจาก คนอื่น ก็จำเป็นที่ คนหนองบัวลำภู ต้องตั้งต้นด้วยตนเอง หากไม่แล้วการพัฒนาก็คงต้วมเตี้ยมต่อไป
       สักวา มามา แล้วก็ไป
เห็นหนองบัว เป็นบันได หรือไรหนอ
หากยอมยอม คงเจริญ แบบเพียงพอ
คนหนองบัว ต้องไม่ย่อ ไม่พ้อใคร
สร้างแนวทาง พัฒนา ให้เด่นชัด
แก้ปัญหา ของจังหวัด ไม่หวั่นไหว
ใครย้ายมา เพียงขับเคลื่อน ผลักดันไป
ไม่ต้องคิด อะไรใหม่ ได้ไหมเอย 


บทที่สอง ตั้งใจให้สำหรับ คนที่บอกผู้เขียนเสมอว่า คนอีสานชอบทำงานแบบให้สั่ง ซึ่งผู้เขียนไม่เชื่อ และสรุปได้ในที่สุดว่า เป็นความเห็นของ คนชอบสั่ง แถมชอบเอา เงิน มาเป็น แรงจูงใจ (อ่าน อำนาจเงิน) น่าเบื่อจริงๆ

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2552

คนไทยกับเวลา

ค่านิยมเรื่องการตรงต่อเวลา เป็นคุณสมบัติหนึ่งที่ควรใส่ใจ

มีคำถามท้าทายว่า ทำไมคนไทยไม่ค่อยตรงต่อเวลา

และมีคนพยายามอธิบายถึงสาเหตุของการไม่ค่อยตรงต่อเวลาของคนไทยไว้มากมาย เช่น

เป็นเพราะภูมิอากาศ เมืองไทยเป็นเมืองร้อน การรีบร้อนจะยิ่งทำให้เหนื่อย เหงื่อออก หงุดหงิด จึงต้องทำอะไรช้าๆ ไม่เร่งรีบ คือทำตัวให้สบายๆ ก็เลย สายไปหน่อย

บางคนพยายามบอกว่า เป็นเพราะบรรพบุรุษสืบทอดกันมา นี่ก็โทษไปถึงพันธุกรรมเลยเชียว ซึ่งก็มีเหตุมีผล

เพราะ มีงานศึกษาว่าคนเราจะตรงต่อเวลาหรือไม่ขึ้นอยู่กับ กรุ๊ปเลือด ซึ่งผู้เขียนลองเอาไปถามหลายคนแล้ว บอกว่าแม่นยำ คือ

คนเลือดกรุ๊ป A เป็นคนที่ ตรงต่อเวลา เป็นคนประเภทเดียวที่มักจะมาก่อนเวลา
คนเลือดกรุ๊ป B เป็นคนที่ แล้วแต่อารมณ์ บางทีก็ตรงเวลา บางทีก็สาย เอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้
คนเลือดกรุ๊ป O เป็นคนที่ สายแน่นอน อยู่ที่ว่าจะสายแค่ไหน ผันแปรตั้งแต่สายมากถึงมากที่สุด
คนเลือดกรุ๊ป AB เป็นคนที่ เอาแน่ไม่ได้ อาจมาตรงเวลาหรือไม่ก็ไม่มาเลย

ที่แน่นอนคือ คนเลือดกรุ๊ป O ดันมีมากที่สุดในสังคม

(มีข้อมูลจากการศึกษาในคนไทยว่ มีเลือดกรุ๊ป O ร้อยละ 37 กรุ๊ป A ร้อยละ 22 กรุ๊ป B ร้อยละ 33 และกรุ๊ป AB ร้อยละ 8
ดังนั้นเมื่อรวมพวก สายแน่นอน กับ เอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้ จึงมีคนที่มีโอกาสไม่ตรงเวลาได้ถึง ร้อยละ 70 )

ภาษาอังกฤษ มีคำใช้ว่า in time กับ on time แปลเป็นภาษาไทยว่า ทันเวลา (in time) กับ ตรงเวลา (on time)

หากนัดประชุมเวลา 9.00 น. ท่านไปถึงที่ประชุมก่อนเวลา 9.00 น. นั่งรอเวลาเปิดประชุมพอสมควร เรียกว่า in time (ทันเวลา) แต่ถ้าไปถึงเวลา 9.00 น.พอดีเริ่มประชุม เรียกว่า on time (ตรงเวลา)

นัดหมายใดๆ หากเป็นไปได้ ท่านก็ควรจะ in time เผื่อเวลาไว้สักหน่อยก็ดีกว่า on time แล้วกลายเป็น too late (เพราะเวลาออกเสียงเป็นภาษาไทยมันจะพ้องกับ ทุเรศ)

ไม่ว่าท่านจะเลือดกรุ๊ปใด แต่ การไม่ตรงต่อเวลาทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคมโดยรวม งานหลายงานถึงกับเสียหายไป เนื่องจาก คนส่วนมากไม่ตรงต่อเวลา

โดยสรุป การตรงต่อเวลา จึงรวมหมายความว่า

1. การไปถึงที่นัดหมายก่อนเวลาพอสมควร ไม่มากเกิน ไม่หลังเวลา
2. การส่งงานตามกำหนดเวลา
3. การกำหนดเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้อื่นสามารถตรงต่อเวลาได้(ต้องเอื้อให้คนอื่นตรงต่อเวลาได้ด้วย)
4. เลิกงานตามกำหนดเวลา
5. การควบคุมให้ทุกกิจกรรมดำเนินไปตามขั้นตอนและเวลาที่กำหนด ไม่กินเวลาคนอื่นเป็นหางว่าว

ปัจจัยต่างๆ ที่จะทำให้ท่านตรงเวลาหรือไม่ จึงต้องนำมาคำนวณหมด เช่น ระยะทาง ความเร็วรถ โอกาสรถติด ฯลฯ
(เคราะห์ร้ายที่ คนเลือดกรุ๊ป O และ B ไม่ใช่คนเก่งคณิตศาสตร์)


วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เบื่อยุทธศาสตร์


ผู้เขียนไม่ใช่ นักยุทธศาสตร์

แถมยังเบื่ออะไรๆที่เกี่ยวกับ ยุทธศาสตร์

ด้วยเห็นว่า นักยุทธศาสตร์ ทำอะไรไม่ค่อยแปลงสู่การปฏิบัติ

เมื่อ นักยุทธศาสตร์ วางแผนอะไรออกมา คิดอะไรออกมา มักจะ ฟังไม่รู้เรื่อง

แต่ไม่ว่าจะไม่ชอบ เบื่อ ยุทธศาสตร์ เพียงใด ก็หนี งานยุทธศาสตร์ไปไม่พ้น

จึงต้องทำใจ พยายามหาหนทางที่จะเข้าใจ เพื่อผลักดันงานที่รับผิดชอบไปสู่ความสำเร็จให้จงได้

ประเด็นยุทธศาสตร์ สาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู ในความเห็นของผู้เขียนจึงเข้าใจเอาเองว่า น่าจะเป็นเช่นต่อไปนี้

ปัญหาของจังหวัดหนองบัวลำภูมีร้อยแปดพันเก้า ปัญหาสุขภาพก็มีไม่น้อย แต่ทีมงานก็ได้พยายามวิเคราะห์ เลือก จัดลำดับความสำคัญ กำหนดเป็น ประเด็นยุทธศาสตร์ ที่จะต้องมุ่งแก้ไข พัฒนา ในปี 2553 ได้ 3 ประเด็นหลัก คือ

1. ลดอัตราป่วย/ตาย ด้วยโรคที่สำคัญของจังหวัดหนองบัวลำภู

ประกอบด้วย 4 ประเด็นยุทธศาสตร์ย่อย คือ

1.1 โรคมะเร็งท่อน้ำดีและพยาธิใบไม้ตับ

1.2 โรคเบาหวาน

1.3 ภาวะขาดสารไอโอดีน

1.4 โรคที่เกิดจากพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม (แก้ไขเมื่อ 06102552)


2. พัฒนาระบบบริหารจัดการและการประสานงานให้มีประสิทธิภาพ

ประกอบด้วย 3 ประเด็นยุทธศาสตร์ย่อย คือ

2.1 การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์

2.2 การพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสาร

2.3 การเงินการคลัง


3. ความผาสุกของบุคลากร

ประกอบด้วย 3 ประเด็นยุทธศาสตร์ย่อย คือ

3.1 ด้านสิทธิประโยชน์

3.2 ด้านวิชาการ

3.3 ด้านสวัสดิการทั่วไป


แปลความว่า งานอื่นๆที่เหลือ ไม่ว่าจะเป็นงานประเภท ตามภารกิจ(Functional Based) ตามนโยบาย(Agenda Based) ยังคงปฏิบัติต่อไปเหมือนที่เคยทำ

แต่ปีนี้กำหนดงานสนองตอบต่อปัญหาในพื้นที่ (Area Based) ให้เข้มข้นขึ้น

และเชื่อว่า เมื่อสามารถจัดการให้ ประเด็นยุทธศาสตร์ดังกล่าวบรรลุผล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนาระบบบริหารจัดการและการประสานงานให้มีประสิทธิภาพ และ ความผาสุกของบุคลากร งานอื่นๆก็จะสามารถจัดการได้เช่นกัน

แต่ละประเด็นยุทธศาสตร์ จะต้องไป กำหนด กลวิธี นำไปสู่ความสำเร็จ กำหนด ตัวชี้วัด และ แปลงไปเป็น แผนงาน/โครงการ ที่เป็นรูปธรรม

ทั้งต้องเอา แผนงาน/โครงการต่างๆนั้น ไปปฏิบัติจริงให้ได้ผลลัพธ์

คิดกันมาได้ขนาดนี้ ก็ปวดเศียร เพราะเกิดปัญหาขึ้นมาว่า ไอ้ที่ต้องไปทำต่อนะ ใครจะทำ

มีแต่ นักคิด ไม่มี นักทำ

เอาว่ะ ดีกว่าไม่ได้คิด.........


วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2552

พี่เลี้ยงนักมวย(ไทย)


เมื่อ 13 สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู จัดประชุมสรุปผลลัพธ์การปฏิบัติงาน ประจำปี 2552 ที่โรงแรมณัฐพงษ์แกรนด์

สาระส่วนใหญ่เป็นการสรุปผลงานตาม ตัวชี้วัด ที่หลายท่านฟังแล้วคงจะเบื่อๆอยู่บ้าง มารู้สึกคึกคัก ก็ตอนจะปิดประชุม ในช่วงข้อคิดเห็นจากที่ประชุมนี่แหละ

ผู้เขียนเองก็รู้สึก ปิ๊ง กับแนวคิดที่ คุณสง่า ไชยนา นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ โรงพยาบาลโนนสัง ที่เสนอว่า ผู้รับผิดชอบงานในระดับจังหวัด ควรทำตัวเหมือน พี่เลี้ยง อย่างแท้จริง ในการทำงาน

คุณสง่า จะคิดอย่างไร ไม่รู้
ผู้ร่วมประชุม จะคิดอย่างไร ไม่รู้

แต่ผู้เขียน เห็นภาพหนึ่งแว้บเข้ามา พี่เลี้ยงนักมวย(ไทย)

ภาพจาก น่านโฟโต้คลับ


ทำไมต้องพี้เลี้ยงนักมวย และ ทำไมต้องนักมวยไทย

เพราะ ภาพของพี่เลี้ยงนักมวย(ไทย) สื่อให้เห็นชัดเจนกว่า โค้ช(Coach)

ภาพของโค้ชคือ ผู้ฝึกสอน ผู้แนะนำ ผู้วางแผนการเล่น ผู้แก้เกมส์ เมื่อเกิดเพลี่ยงพล้ำขณะแข่งขัน

แต่ภาพของพี่เลี้ยงนักมวย(ไทย) เป็นมากกว่า โค้ช

พี่เลี้ยงนักมวย(ไทย) นอกจากจะทำหน้าที่ฝึกสอน แนะนำ วางแผน แก้เกมส์ ยังเป็น เป็นผู้ดูแลนักมวยระหว่างพักยก

ทั้งให้น้ำ ทั้งนวด ทั้งกระตุ้น ทั้งให้กำลังใจ บางครั้งถึงขนาด ตบ เรียกสติ เพื่อให้นักมวยมุ่งมั่นไปสู่ เป้าหมาย ให้ได้

ผู้รับผิดชอบงานในระดับจังหวัด จึงควรทำตัวเหมือน พี่เลี้ยงนักมวย(ไทย)

ไม่ใช่เพียงคิดว่าเป็นผู้กำกับงาน ประเมินผล นิเทศ ติดตาม

เมื่อผู้ปฏิบัติทำไม่ได้ ไม่สำเร็จตามเป้าหมาย ก็ประเมินว่า ไม่มีศักยภาพ

หากทำตัวเป็น พี่เลี้ยง ก็จะต้องลงไป ให้น้ำ นวด กระตุ้น ให้กำลังใจ (บางครั้งต้อง ตบ เรียกสติ) ยกต่อยก นอกเหนือจากการสอน แนะนำ

ถ้าแพ้ ก็ แพ้ทั้งนักมวยและพี่เลี้ยง


หมายเหตุกติกามวยไทย

ห้ามพี่เลี้ยงใช้วาจาไม่สุภาพหรือทำร้ายนักมวยของตนระหว่างการแข่งขันและภายหลังการแข่งขัน และ
พี่เลี้ยงจะยอมแพ้แทนนักมวยของตนไม่ได้ นะเออ


วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2552

อุบาทว์ลง


คำเตือนก่อนอ่าน

ข้อเขียนต่อไปนี้ เป็นเพียงการสรุปบทเรียน ตามความเข้าใจของผู้เขียน ไม่ใช่ ข้อคิด ของผู้เขียนเอง
ผู้อ่าน พึงระมัดระวังในการตีความด้วยความบริสุทธิ์ใจ เด้อครับ

พระราชบัณฑิต รองเจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม บรรยายในหัวข้อ คุณธรรมสำหรับผู้บริหาร (เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๕๒ โรงแรมศรีอู่ทองแกรนด์ สุพรรณบุรี) ได้เล่านิทานสอนใจเรื่องหนึ่ง สรุปใจความได้ว่า

พระราชา ได้รับข้อมูลว่ามีบ้านหลังหนึ่งต้องร้างลงด้วยเหตุ อุบาทว์ลง ด้วยความเป็นพระราชาที่ดี เป็นห่วงว่าตัวอุบาทว์จะไปทำร้ายประชาชน จึงให้เหล่าเสนาอำมาตย์ช่วยกันไปจับเจ้าตัวอุบาทว์มาให้ได้ หากไม่ได้ก็จะลงโทษเหล่าเสนาอำมาตย์แทน (ตามสูตรของผู้มีอำนาจเขาละ......อันนี้ผู้เขียนว่าเอง)

เมื่อครบกำหนดเวลา ก็ยังไม่สามารถหาตัวได้ ร้อนถึงพระฤาษีต้องออกมาช่วยเหลือ จับเจ้าตัวอุบาทว์ใส่กระบอกไม้ไผ่ให้อำมาตย์นำไปถวายพระราชา พระฤาษีกำชับว่าเมื่อไปถึงให้ค่อยๆแง้มดูทีละคน โดยให้เริ่มที่พระราชานั่นแหละ 

พระราชาดูแล้วก็บอกว่า เจ้าตัวอุบาทว์นี่มันหน้าตาเหมือนตุ๊กแก แล้วก็เวียนดูกันทั่วถึง ต่างคนก็ต่างถกเถียงกันให้วุ่นวายถึงรูปร่างหน้าตาของเจ้าอุบาทว์ ถึงขั้นชกต่อยกันวุ่นวายหน้าพระที่นั่ง(แปลว่าพระราชาไม่ได้ลงมาชกต่อยด้วย.....ผู้เขียน) 

แสดงถึงฤทธิ์ร้ายของตัวอุบาทย์ ขนาดมาตัวเดียว แง้มๆดูยังวุ่นวายขนาดนี้

พระราชาจึงสั่งให้ผ่ากระบอกออกมาดูตัวอุบาทว์ พบว่า เจ้าตัวอุบาทว์ ก็คือชานหมากของพระฤาษีนั่นเอง

ท่านเจ้าคุณ เฉลยว่า อุบาทว์ ก็คือ ความเห็นที่ไม่ตรงกัน ทิฐิของคน ที่ถือตัว ถือตน ไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ยึดแต่ความคิดเห็นของตนเป็นใหญ่ 

ท่านผู้บริหารครับ ระวัง อุบาทว์ลง ในที่ทำงานท่านนะครับ

หมายเหตุ ๑   อุบาทว์ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ แปลว่า อัปรีย์ จัญไร ความไม่เป็นมงคล (ฉะนั้นท่านผู้อ่านอาจแทนที่เป็น อัปีรย์ลง หรือ จัญไรลง ก็แล้วแต่สะดวกครับ)

หมายเหตุ ๒   ไม่รู้ว่า เจ้าตัวอุบาทว์  นี่มันเหมือนกับตัว ประชาธิปไตย ที่ถกเถียงกันอยู่ทุกวันนี้หรือเปล่า


วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2551

วิชาการ D D

ผู้เขียนได้มีโอกาสคุยกับ คุณสังคม ศุภรัตนกุล นักวิชาการสาธารณสุข 7  สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู หลายครั้ง หลายท่านบอกผมว่า คุยกับ สังคม (ซึ่งขณะนี้กำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก)ไม่ค่อยรู้เรื่อง  แต่ผู้เขียนกลับเห็นแตกต่าง ที่ได้แนวคิดที่น่าสนใจหลายเรื่อง เมื่อได้แนวคิด ก็ย่อมเกิดแนวทาง 

แนวคิดหนึ่งคือ การรวบรวมผลงานทางวิชาการของข้าราชการในองค์กรไว้เป็นที่เป็นทาง เพื่อเป็นแหล่งสืบค้นทางวิชาการ

ผู้เขียนจึงเห็นแนวทางว่า  ในผลงานวิชาการของข้าราชการ ที่จะจัดทำเพื่อวัตถุประสงค์ใดก็ตาม ย่อมมีส่วนที่เป็นองค์ความรู้ (Knowledge) อยู่ไม่น้อย ทั้งความรู้ในเชิงกว้าง ลึก และ ยาว  หากเราลองค้น D D 

การค้น D D จึงประกอบด้วย

D   Dig คือ ต้องมีการพยายาม ขุด ค้นหา องค์ความรู้ จากผลงานทางวิชาการเหล่านั้น เหมือนการขุดหา สินแร่ ที่มีอยู่ในแผ่นดิน สินแร่เหล่านั้นอาจรวมกันอยู่เป็นสายแร่ที่ชัดเจน หรือ กระจัดกระจายทั่วๆไป ทีมขุดค้นต้องใช้ความพยายามที่จะ ขุด แล้ว ร่อน จึงจะได้มาซึ่งสินแร่อันมีค่า

D   Digest เมื่อได้ขุดเอาความรู้มาจากนั้นมาได้แล้ว ต้องทำการ ย่อย ให้ได้ องค์ความรู้ ที่สามารถนำไปใช้ เหมือนสินแร่ที่ได้มา ต้องนำไป ถลุง จนได้แร่ที่บริสุทธิ์ นำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

หาจะมีทีมงานสักหนึ่งทีม นำผลงานทางวิชาการที่กองไว้อย่างไร้ค่า นำมา Dig & Digest ให้ได้เนื้อขององค์ความรู้สักหนึ่งบรรทัด เราอาจได้สิ่งที่เป็นประโยชน์อันไม่คาดแก่มวลมนุษย์ 

ทำ D D จะได้สิ่งที่ ดี ดี


วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2551

Risk Management VS SRRT

เราต้องยอมรับความจริงว่าสังคมเปลี่ยนแปลงไปมาก การให้บริการสุขภาพ ที่หมอเป็นเทวดา เป็นพ่อพระแม่พระ เปลี่ยนไปเป็น หมอคือผู้ขายบริการ ผู้ป่วยคือลูกค้า คือผู้ซื้อบริการ เราจึงหลีกหนีไม่พ้นเรื่องของการ ร้องทุกข์ ร้องเรียน หรือฟ้องร้อง ตามกระบวนการ คุ้มครองผู้บริโภค

เมื่อหนีไม่พ้น หลบไม่ได้ เราจำเป็นต้องอยู่กับสังคม ด้วยการยอมรับสภาพทางสังคม และ เตรียมรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ด้วยความพร้อม มากกว่าที่จะรอให้เกิดปัญหาจึงแก้ไข เรียกว่า Risk Management

แล้วเราจะทำอย่างไร

ผู้เขียนเสนอว่า เมื่อเราเป็นนักการสาธารณสุข เราก็ใช้กระบวนการทางการสาธารณสุขนี่แหละมาจัดการกับปัญหาต่างๆ ผู้เขียนเสนอให้เราใช้วิธีการป้องกันปัญหาการร้องเรียนนี้ ด้วยวิธีการป้องกันทางระบาดวิทยา คือ

Primary Prevention การป้องกันระดับปฐมภูมิ เป็นการป้องกันก่อนเกิดเหตุ ก่อนมีการร้องเรียน ก่อนมีความไม่พึงพอใจของผู้รับบริการ เราในฐานะผู้ให้บริการ ต้องดำเนินการประเมินว่า จะมีปัจจัยอะไรบ้างที่เป็นสาเหตุแห่งความไม่พึงพอใจของลูกค้า พึงระลึกเสมอว่า ลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า แต่ ลูกค้าคือปีศาจ(คลิกที่นี่)

คดีความทั้งหลายของกระทรวงสาธารณสุข มากกว่าร้อยละ ๙๐ มาจากการพูดจา ที่ผู้ให้บริการ คิดว่า พูดด้วยความหวังดี จริงใจ แต่อาจจะ ไม่ถูกใจผู้ฟัง ที่กำลังมีความทุกข์ร้อนแสนสาหัส (ในความรู้สึกของผู้รับบริการ) ซึ่งย่อมไม่คำนึงว่า ผู้ให้บริการจะมีความทุกข์ใดๆอยู่บ้างหรือไม่

อะไรที่ท่านให้บริการไม่ได้ หรือได้ไม่ดีพอ ควรปรึกษาหรือส่งต่อ ส่งไปเร็วก็โดนหน่วยบริการถัดไปว่าเอา ก็ดีกว่าให้เขาบอกว่า ส่งมาช้าไป

เมื่อผู้รับบริการร้องขอไปใช้บริการที่อื่น พึงคิดหลายตลบ ว่า เสี่ยงสูงต่อการถูกร้องเรียน เดินเข้ามาแล้ว อย่าลืมว่า ไม่มีอะไรร้อยเปอร์เซ็นต์ในการรักษาโรค malingering with death ยังมีมาแล้ว

ทีมไกล่เกลี่ย มักเริ่มปฏิบัติการ เมื่อเกิดเหตุแล้ว ควรปรับกระบวนการมาทำ Primary Prevention โดนด่วน

Secondary Prevention การป้องกันระดับทุติยภูมิ คือการป้องกันเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ต้องยึดหลักการ Early Detection and Promp Treatment ค้นพบปัญหาให้ได้เร็วที่สุด แล้วจัดการให้ปัญหานั้นจบลงให้ได้เร็วที่สุด

SRRT(Surveillance and Rapid Response Team) จึงเข้ามามีความหมายที่นี่ เพราะ SRRT เป็นทีมทำงานเชิงระบาดวิทยาที่ต้อง Surveillance คือการเฝ้าระวัง ว่าเริ่มมีสัญญาณของปัญหามาหรือยัง การเฝ้าระวังนี้ต้องมีเครือข่ายของ ทีม ที่กว้างขวาง ไม่เพียงเฉพาะทีมที่ถูกกำหนดให้รับผิดชอบเป็นทีมไกล่เกลี่ย แต่ต้องเป็นทีมที่ประกอบด้วยทุกคนในองค์กร ซึ่งอาจต้องสร้างเครือข่ายไปยังหน่ยวบริการข้างเคียง หน่วยบริการที่ต่ำกว่า และหน่วยบริการที่เหนือกว่า รวมถึงเครือข่ายอื่นๆ ทีมงานจะต้องถูกฝึกให้เป็นคนที่รับรู้ต่อสัญญาณ แม้จะมีเพียงเล็กน้อย อาจไม่ specificity สูง แต่ต้อง sensitivity สูง

ต้องเป็นทีมที่ Rapid Response คือต้องไม่รีรอว่า คงไม่มีอะไรมั้ง

หากเปรียบเทียบกับผู้ป่วยสงสัยไข้หวัดนก เมื่อมี Suspected case ต้องรีบไปเอาตัวมา Investigate ทันที มี Suspected case มากหน่อยก็ดีกว่าปล่อยให้มี Probable case มาก เพราะนั่นหมายถึงโอกาสของ Confirm case ย่อมมากขึ้น

Tertiary Prevention การป้องกันระดับตติยภูมิ คือมีกรณีร้องเรียนหรือฟ้องร้องกันในศาลแล้ว เมื่อถึงขั้นนี้ อย่าชะล่าใจคิดว่า ไม่เป็นไร คงไม่โดนศาลตัดสินในทางเลวร้าย ถึงขั้นตอนนี้ ต้อง รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี อาจเสียศักดิ์ศรีอยู่บ้าง แต่ต้องไม่ยอมติดคุกเด็ดขาด

หมายเหตุ ขณะนี้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขสั่งล้างคุกทั่วประเทศ(รอ)แล้วนะเออ